ยิ่งผันผวนผมยิ่งรวย



$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$
ตอนที่ 2 หุ้นยิ่งผันผวน ผมยิ่งรวย
$$$ การลงทุน เศรษฐกิจ หุ้น และอิสรภาพทางการเงิน | Money $$$
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$
ยุทธศาสตร์ “ขี่แพนิค…สอยเงินฝรั่ง”
“นพ.บุญ วนาสิน” : “หุ้นยิ่งผันผวน ผมยิ่งรวย”
ในจังหวะที่ตลาดหุ้นอยู่ใน “ขาลง” นักลงทุนส่วนใหญ่มักคิดว่า “เล่นยาก”
และเป็นตลาดที่ไม่ทำเงิน แต่สำหรับ “หมอบุญ” นี่คือจังหวะที่ต้องกอบโกย

ท่ามกลางการตลาดหุ้นปี 2549 ที่ผันผวน เล่นยาก
แต่เชื่อหรือไม่! ปีนี้เป็นปีที่ “หมอบุญ” รวยหลายล็อตแล้วจากการ “เล่นหุ้น”
อันที่จริง “หมอบุญ” มักยืนยันตลอดว่า ตัวเองไม่ได้เป็น “นักเล่นหุ้น”
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถือก็เป็นแค่หนึ่งในการบริหารความมั่งคั่งของเขาเท่านั้น

“สำหรับผมไม่ได้เล่นหุ้นตลอด จะลงทุนในหุ้นเป็นช่วงๆ
..ฉะนั้นเรียกเล่นหุ้น ไม่ได้….
พวกเล่นหุ้น มันต้องเล่นแบบจริงๆ จังๆ หน้าจอ
หรือพวกปั่นหุ้นทั้งหลาย พวกนั้นมืออาชีพ ….”

แม้จะไม่ลงทุนบ่อย แต่หมอบุญยอมรับ การลงทุนครั้งหนึ่งๆ ของเขานั้น
ก็ใส่เงินที่ไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท
“หมอบุญ” บอกว่า การลงทุนในแบบฉบับของเขา
จะเป็นไปในลักษณะลูกคลื่น (WAVE)
หมายความว่า จะอาศัยจังหวะที่ตลาดขาลง ในการเข้าซื้อหุ้น
และถืออย่างนั้น จนกว่าตลาดจะขึ้น กลับมาที่เดิม
นี่คือ WAVE หนึ่งลูก

คือ ผมจะมีสถิติการเคลื่อนของดัชนีหลักทรัพย์
ทีนี้ถ้ามันลงต่ำประมาณ 10-15% เมื่อไหร่
ผมก็เข้าไปซื้อเลย ซื้อทีไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท
จะไล่ซื้อ ตั้งแต่หุ้นมันลงไปที่ 10%
คือผมเชื่อว่า เมื่อหุ้นมันลงต่ำสุด มันต้องขึ้นไง
ต้องกลับมาที่เดิม

ทีนี้พอหุ้นมันกลับที่เดิม
เราก็อาจจะลองดูว่า ให้มันขึ้นอีก 2-3% โดยธรรมชาติ
ผมจะดูว่าเราได้ 10-12% เราก็ขายแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเล่นหุ้นในสไตล์นี้นั้น
ข้อควรคำนึงก็คือ จะต้องเล่น “หุ้นบลูชิพ”
โดยเฉพาะแบงก์ เพราะนี่คือหลักทรัพย์ที่วิ่งไปตามดัชนี
ที่สำคัญโอกาสที่แบงก์จะล้มยากมาก

หมอบุญบอกว่า การเล่นเป็น “WAVE” ต้องรอว่าหุ้นจะลงเมื่อไหร่
บางปีอาจจะไม่ลงเลยก็ได้
หรือบางปีหุ้นอาจจะลง 3 ครั้ง แต่เฉลี่ยที่ผ่านมา
หุ้นมันจะลงมากหนักๆ และก็ขึ้นไป 2 ครั้งต่อปี

“หุ้นลงหนักๆ 2 ครั้งต่อปี หมายความว่าผมได้ 20% แล้วนะ
บางปี ได้ถึง 3 ครั้ง มันก็ประมาณ 30%”

เช่นเดียวกันเมื่อซื้อหุ้นแล้ว นักลงทุนก็ต้องอดใจรอว่า
หุ้นจะขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเป็นแบบ 3 เดือน 4 เดือน
บางทีเป็นปีเราไม่รู้มัน

รอบที่ผ่านมา ผมก็ได้หลายตังค์นะ
ตอนนั้นเข้าซื้อในช่วงดัชนี 670 จุด
เมื่อตอนมิถุนายนปลายๆ
ตอนนี้ไล่ขายเหลือนิดเดียวแล้ว

อย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) ซื้อ 106 บาท ขึ้น 120 บาท ก็ขาย
แบงก์กรุงเทพ (BBL) ซื้อที่ 97-98 บาท ถึง 105 ผมขายแล้ว กำไรได้แล้วเกือบ 8%
ซื้อทั้งหมด 500 ล้านบาท ก็กำไรแล้ว 40 ล้านบาท

ก่อนหน้านั้น ผมก็ซื้ออีกรอบ ตอนที่ดัชนีมันลงไป 635 จุด
นี่ถือว่าได้ 2 รอบแล้ว
ยิ่งมีวิกฤติ หวือหวา ผมรวย ไม่ว่าจะเมืองไทย เมืองนอก ผมก็ใช้วิธีลงทุนแบบนี้
แต่ถ้าเศรษฐกิจเรียบๆ คุณไม่เจอผม (ในตลาดหุ้น) หรอก หุ้นขึ้นไปอย่างเดียว
แบบนี้ผมไม่เสี่ยง แต่ถ้ามันลงก็ช้อน” หมอบุญบอก

เขาอธิบายว่า ความจริงหลักการเล่นหุ้นมันอยู่ที่จิตวิทยาส่วนใหญ่
โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่มี “ต่างชาติ” เป็นผู้กำหนดดัชนี …
ซึ่งเมื่อเกิดอะไรก็ตามที่มากระทบ ก็จะเกิดการขายทันที ก่อนซื้อกลับ

“พวก “ฝรั่ง” จะแพนิคมาก ยอมคัตลอสทันที มันนึกว่าไม่ไหว ก็ทิ้งทันที
ตลาดหุ้นก็จะฮวบเลย ประมาณ 5-6% และจะลงด้วยตัวมันเองอีก 2-3% ก็เป็น 7-8%
และพอฝรั่งเห็นท่าทางเรียบร้อยแล้ว มันก็กลับมาใหม่ ….
มันก็ไล่ขึ้นจุดเดิมและเลยไปอีก
อย่างตอนนี้เลยไปประมาณ 1-2% ผมขายไปแล้ว 90%

ผมเล่นหุ้นไม่เหมือนคนอื่น เรียกว่าใช้วิกฤติเป็นโอกาส
บางทีมันลงไป และมันไม่ขึ้นมาเป็นปีก็มีนะ
แต่การซื้อหุ้นบลูชิพ ยังไงก็ไม่เจ๊ง เพราะมันต้องกลับขึ้นมา
ถ้ามันไม่กลับก็คือ ประเทศชาติล่มจม
เป็นอย่างนั้นก็ต้องยอมแล้ว” หมอบุญกล่าวอารมณ์ดี

แต่หมอบุญเตือนว่า การเล่นหุ้นแบบ WAVE
ใช้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้ทุกครั้ง
เพราะจะต้องดูภาพรวมเศรษฐกิจหลายอย่างด้วย
ทั้งเศรษฐกิจ น้ำมัน แนวโน้มดอกเบี้ย

ถ้าผมเห็นว่า เศรษฐกิจห่วยจริงๆ คนล้มละลายเยอะ
เอ็นพีแอลสูงเราไม่ซื้อนะ …
แต่เมืองไทยมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ตอนนี้กำลังดี
ส่งออกใช้ได้ ก็เล่นได้
ต้องดูหลายอย่าง ว่าการถดถอยนั้น
มันเป็นการถดถอยที่แท้จริง
หรือว่าเป็นการถดถอยเชิงจิตวิทยา

อย่างตลาดหุ้นเมื่อปี 2541 เที่ยวนั้นผมรวยเยอะ
เพราะหุ้นมันลงน่าเกลียด เดี๋ยว 20% บ้าง 30% บ้าง
ผมก็เข้าซื้อ พวกนี้มีหลายตัวผมได้เป็นพันเปอร์เซ็นต์เลยนะ…
อย่าง “บำรุงราษฎร์” (BH) หุ้นจาก 20 บาท
ลงไปเหลือ 5-6 บาท (พาร์ 5 บาท) แต่ตอนนี้พาร์ 1 บาท
หุ้นขึ้นไปซื้อขายกันที่ 30 กว่าบาท ตัวนี้กำไร 800% เลย”

หมอบุญบอกว่า การเล่นหุ้นให้ได้นั้นต้องรู้จริง
ไม่ใช่เล่นเหมือนคนตาบอด
เห็นหุ้นปั่นราคาขึ้นก็เฮซื้อ ต้องรู้ว่าความเสี่ยงมันอยู่ตรงไหน

พวกนี้ เจ้ามือเขาคอนโทรลเกมได้
เขารู้ใครซื้อขายบ้าง จะเล่นยังไง
อีกอย่างการตัดสินใจเล่น แต่ละครั้งต้องหาข้อมูลให้มาก
อย่างผม สนิทกับโบรกเกอร์ระดับโลกเยอะมาก
คุยตลอดเวลา เพราะเรามีไพร์เวทแบงก์กับพวกเขา

ดังนั้น อินฟอร์เมชั่นเราจะเยอะ จังหวะที่เฮดจ์ฟันด์จะเข้า
เขาจะบอกเราก่อนว่า เฮดจ์ฟันด์ใหญ่ๆ ทั้งหลายเริ่มซื้ออะไร
ซื้อเมื่อไหร่ …จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่ความลับ
อยู่ในรายงานตลอดหลายสิบหน้า แต่คนอื่นอาจเปิดไม่ถึง
ซึ่งผมก็จะนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งปัจจัย
นอกจากแฟกเตอร์อื่นๆ นับ 10 แฟกเตอร์”

นอกจากการ “ขี่แพนิค สอยเงินจากตลาดหุ้น” เป็นรอบๆ แล้ว
หมอบุญบอกว่า เขายังต่อยอดความมั่งคั่ง
แบ่งเงินมาลงทุน ในหุ้นที่มีอนาคตยาวด้วย
แต่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นบลูชิพ ในตลาดหุ้นต่างประเทศ
ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป ออสเตรเลีย

เขาจะดูว่าประเทศนั้นมีอุตสาหกรรมอะไรโดดเด่น
อย่างญี่ปุ่น ลงในโตโยต้า เยอะสุด
ส่วนประเทศจีนลงในหุ้นปิโตรไชน่า
ขณะที่เซคเตอร์ “แบงก์” ลงได้ทุกประเทศ

หมอบุญบอกว่า การเล่นหุ้นต่างประเทศ
มักกำไรมากกว่าการเล่นหุ้นในประเทศ
โดยเฉพาะขณะนี้ที่ตลาดหุ้นไทย เสียเปรียบตลาดหุ้นอื่นๆ
ในด้านของพื้นฐานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
ทำให้มีต้นทุนเศรษฐกิจสูงกว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

แค่นั้นไม่พอ วันนี้เรายังมีปัจจัยกดดันด้าน “การเมือง” ซ้ำอีก
ซึ่งถ้าการเมืองไม่นิ่ง ก็ยากที่จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งขึ้น

นอกจากการใช้ Wave แล้ว หมอบุญบอกไว้ว่า
หลักเล่นหุ้นที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยคือ
ให้ความสำคัญกับข่าวสารข้อมูล เรื่องเล่นหุ้น
ตราบใดที่คุณไม่เสี่ยงซะอย่าง เอาชัวร์เข้าไว้ก็จะได้
มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ ต้องเน้นข่าวสารข้อมูล หลักนี้ใช้ได้ทุกสมัย
ทุกวันนี้ผมยังใช้เวลาอ่านหนังสือวันละ 4-6 ชั่วโมง หมอบุญกล่าว

“หุ้นลงหนักๆ 2 ครั้งต่อปี หมายความว่าผมได้ 20% แล้วนะ
บางปี ได้ถึง 3 ครั้ง มันก็ประมาณ 30%”

อย่างไรก็แล้วแต่ สังเกตข้อเท็จจริง อันมีความสำคัญยิ่งนี้ให้ดี
ข้อเท็จจริงที่ว่าก็คือ นักลงทุนพันธุ์แท้แทบไม่เคยถูกบังคับให้ขายหุ้นเลย
และสามารถจ ะละเลยราคาหุ้นในปัจจุบันได้

พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจต่อราคาหุ้น
และลงมือทำอะไรบางอย่าง ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง
พอจนทำให้พวกเขา อยากจะขายหุ้นออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้
นักลงทุนผู้ปล่อยให้ตัวเอง กังวลต่อการลดลงของมูลค่าหุ้นในพอร์ต
จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบของพวกเขา ให้กลายเป็นข้อเสียเปรียบ

นักลงทุนทั่วๆไป จะได้ประโยชน์มากกว่า
หากหุ้นของพวกเขาไม่มีราคาตลาด
เนื่องจากพวกเขา จะไม่ต้องรู้สึกกังวลกับวิจารณญาณที่ผิดพลาดของคนอื่นๆ
ที่มา tanapol.wordpress.com
Investment is my lifeHome About นพ.บุญ วนาสิน:real estate
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$
$$$ การลงทุน เศรษฐกิจ และหุ้น อิสรภาพทางการเงิน | Money $$$
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$

One thought on “ยิ่งผันผวนผมยิ่งรวย”

  1. การลงทุน เศรษฐกิจ หุ้น และอิสรภาพทางการเงิน
    การลงทุน ทันต่อเศรษฐกิจ พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุน เศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพื่ออิสรภาพทางการเงินของคุณ
    $$$ ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง การลงทุน เศรษฐกิจ หุ้น และอิสรภาพทางการเงิน $$$
    http://www.money.matethai.com/investment/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99

Leave a Reply